Free Web Hosting by Netfirms
Web Hosting by Netfirms | Free Domain Names by Netfirms

 

 

 

 

 

 

 

เชิญเขียนสมุดเยี่ยม ห้องปฏิบัติธรรมกรรมฐาน เว็บบอร์ดสนทนาธรรมกรรมฐาน ห้องส่ง-สอบอารมณ์ หน้าหลัก

 

ยินดีต้อนรับสู่ห้องปฏิบัติธรรมออนไลน์

ธรรมจากสมุดพก
พระครูสิริปริยัติคุณ
วัดโกศลมัฌชิมาวาส บ้านกลางใหญ่ ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.นครพนม
ได้จากสมุดพกสมัยเป็นธรรมทูต ปี ๒๕๑๑
การนับถือศาสนาบุคคลที่นับถือศาสนามี ๔ จำพวก คือ
๑.นับถือตามประเพณี จะทำอะไรก็ทำตามประเพณีบุคคลประเภทนี้เปรียบเหมือนบุคคลที่ต้องการแก่นไม้ ถือเอาขวานเข้าไปในป่าแล้วกลับออกมาแล้วบ่นว่าไม้ในป่าไม่มี
๒.นับถือตามบรรพบุรุษ คือพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เคยทำมาอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น คนจำพวกนี้เหมือนคนที่ต้องการไม้เข้าไปในป่าก็จะถือเอาแต่ไม้ตามอย่างที่พ่อ แม่บอกอย่างอื่นไม่เอา
๓.นับถือด้วยศรัทธา คือเห็นอะไรได้ยินอะไรก็เชื่อไปหมด คนพวกนี้เหมือนคนต้องการแก่นไม้ พอเข้าไปในป่าเห็นกิ่งไม้เปลือกไม้ก็ถือเอาหมดทุกอย่าง
๔.นับถือด้วยปัญญา หรือด้วยเหตุผล คนพวกนี้เหมือนกับคนที่ต้องการแก่นไม้แล้วถือเอาขวานเข้าไปในป่าแล้วเลือกดูต้นไม้ที่สมควรแล้วก็ฟันลงมาแล้วถากสะเด เปลือก กระพี้ออกแล้ว ก็ถือเอาแต่แก่นไม้ตามประสงค์
การเผยแพร่พระพุทธศาสนา
เมื่อแรกต้องแผยแพ่ให้ตนเอง ก่อนเพราะของทุกสิ่งทุกอย่างจะให้คนอื่นดูตัวเองก่อน
และเมื่อจะนำออกแผยแพร่ก็จะต้องเอาของที่เห็นด้วยออกมา
แผยแพ่ก่อนต่อไปจึงเอาธรรมออกมาแผยแพ่และการแผยแพธรรมก็ต้องแผยแพให้ตัวเองเสียก่อนจึงนำออกมาแผยแพ่ให้คนอื่นในภายหลัง
อยู่ใกล้ท่าบ่อมีน้ำกิน
ชาวบันดินบ่อหมอใช้
ย่าเลียงไก่พ่อมีตัวขัน
อยากขึ้นสวรรค์แก้สิ้นในวัด

รักดีให้หามจั่ว
รักชั่วให้หามเสา
หญิงซีดีก็ย้อนมีคู่ผัวขวัญ คันแม่นลำพังหญิงบ่ห่อนเป็นหญิงไปได้
ดงก็อาศัยไม้จึงหนาตาอยู่ เฮืออาศัยจึงลอยได้ล่องไป นกอาศัยไม้ ไพรเผิ่งฝูงเสื่อ เฮือกับผ่ายก็เกิ่งกันโดยด้วม หญิงอาศัยผัวแก้วมีคนขามอ่อน บ่ผัวอยู่ซ้อนเขาซิย้านใด

หนักหนาโฮมแฮงพร้อมหลายคนเบาแบ่ง ดอกหนา
หนักคิดว่างบ่ได้จมปิ้งหน่วงเลย
เฮือคาแก้งเกวียนเห็นให้เกวียนแก่ บาดห่าไปฮอดน้ำเฮือสิได้แก่เกวียนบ่ฮู้
ของเก่านี้จางจืดเหยเหิงบ่ท่อเสน่หาใหม่มาชมซ้อน

วิชาครู
๑. ให้ฟังอาจารย์สอน แล้วคอยจำและถามท่านว่าจะถูกไหมถึง ตอนไหน
๒. ถ้าถูกหรือผิดอาจารย์ก็จะบอก
๓. ก่อนจะส่งไปต้องมาฟังอาจารย์อีกก่อน
๔. วิธีสอนอารมณ์
๑. ภายใน ๒ ต้องถามว่ากำหนดอะไร
๒. พอง ยุบ เป็นอย่างไรบ้างบางคนพูดง่ายง่ายว่า ทำได้ทุกอย่างเช่นนี้หมายความว่า ย่อหย่อนไม่ทำจริงจัง
๓. นอกจากพองยุบแล้วกำหนดอะไรลงอีก บางคนพูดง่ายง่ายจำเห็นได้ยินหมดตามไป คนนี้ไม่เอาใจใส่ ไม่เอาจริงจัง
๔. ระหว่างที่กำหนด นั้นใจที่ออกไปมีหรือเปล่า บุคคลที่ปฏิบัติ ย่อหย่อนพูดว่า จิตใจไม่ค่อยออกไปไหนไหน อาจารย์ต้องถามอย่างจริงจริงจังจังว่า ที่กำหนดดีนั้นอย่างไร ผู้ย่อหย่อนจะตอบได้อยาก

บุคคลที่จะพูดนี้มี ๒ จำพวกคือ
๑. ไม่เข้าใจหลักปฏิบัติดีและ
๒. มีความพอใจน้อยจึงพูดเช่นนี้ไม่เลื่อมใสแท้จริง

หน้าที่อาจารย์ผู้สอน
๑. ไม่ว่าเวลาไหนที่ไหน ต้องปฏิบัติให้เคร่งครัด เราจึงจะกำหนดสภาพนั้นๆได้ ต้องเตือนให้กำหนดจริงๆจังๆ
๒. จะต้องอธิบายและสอนการปฏิบัติให้เขา เช่น คู้ เหยียดข้อสำคัญต้องสอบพอง ยุบให้ได้แนะนำให้เขาปฏิบัติไปในพองยุบ คู้ เหยียด เป็นต้น นั้น คำพูดของผู้ปฏิบัติจริงๆนั้นเราถามในชั้นต้นนั้น เขาจะพูดว่า ยากเย็นมาก ลำบากมากจนเหงื่อไหลทีเดียว ยากแต่เริ่มต้นเท่านั้น ขณะนี้ค่อยยังชั่วหน่อย เราก็รู้ว่าเขาทำจริงๆจังๆ
๔ อาจารย์ถามว่ากำหนดพองกับยุบนั้นได้บัจจุบันไหมรูพร้อมกันไปทันทีหรือเปล่า
๕ โยคีบางคนจะพูดว่าบางทีไม่พร้อมกันทีเดียว ไม่ตรงกัน บางทียังไม่พอง แต่กำหนดว่าพองบางทียังไม่ยุบแต่กำหนดว่ายุบก็มีการกำหนดยังไม่ตรงกันทีเดียว
๖ วิธีที่จะเพิ่มกำลังใจต้องปลอบว่าให้กำหนดระมัดระวังไปถ้าทำเช่นนั้น
การกำหนดก็จะเห็นแจ้งขึ้นมาเลย บางคนใหม่ๆก็เป็นเช่นนี้บางคนก็ชัด แต่ต่อไปก็จะดีได้
๗โยคีบางคนจะพูดว่ารู้พร้อมกัน คือ อารมณ์ได้แก่พองยุบกับจิตที่กำหนดนั้นพร้อมกันเลยทีเดียว
อาจารย์ต้องถามต่อไปว่าใจออกไปไหนไหม เขาพูดว่าไม่ออกไปเลย เช่นนี้จะเชื่อไม่ได้ทีเดียว เพราะใจออกไปมีอยู่ แต่สมาธิของเขาไม่มีกำลังพอที่จะรู้ว่าใจออกไป
๘ต้องเตือนว่าให้ระมัดระวังถ้าเราไปหน่อยเห็นชัดแจ้งอย่างนี้เราจะรู้ใจไม่ออกไปไหนๆบางคนพูดว่าอยู่จิตออกไปมากข้างในน้อยบางทีปากก็ว่าอยู่แต่ใจออกไปเสียบางทีไปนานๆจึงจะกลับมาสู่ที่กำหนดอีกบางคนพูดว่าบางครั้งบางคราวกำหนดใจที่ออกได้บางคราวกำหนดไม้ได้ใจที่ออกไปนั้นไม่ ค่อยหาย
๙อาจารย์แนะนำถ้าเรามีใจจดจ่ออยู่การออกไปก็จะมีน้อยการออกนั้นมี ๓ ระยะ
ก. ระยะแรกรู้ไปทันทีในขณะออก
ข. ระยะกลาง ออกไปท่ามกลางนานหน่อยจึงจะรู้
ค. ระยะท้าย ออกไปนานจึงจะรู้ทั้ง ๓นี้ ต้องกำหนดไห้หมดรู้เมื่อไร
กำหนดหายแล้ว ๓ วังรมกลับมากำหนด พองยุบไปทันที อย่าไปรีมออยู่
ถ้าใจรออยู่ต้องกำหนดว่า โอไหนไหนแล้วกลับมากำหนดพองยุบอก
บางคนก็รู้จะว่าใจที่กำหนดก็รู้ แต่ใจที่ออกนั้น ไม่ชัดแจ้งดี
เช่นนี้ ครูว่าคนนี้เอาใจใส่ การกำหนดกำได้ดี
บางคนเราถามว่า ใจที่ออกไปนั้น กำหนดหรือเปล่า ตอบว่ากำหนด
ถามต่อกำหนดแล้ว กำหนดอะไรต่อไปอีก กำหนดพองยุบ ต่อไป
ถาม พอง ยุบ พร้อมกับความรู้สึกหรือเปล่า บางคนพูดว่า บางคนไม่รู้พร้อมกับบางครั้ง พอง ยุบ ไม่เกิด ต้องรออยู่ก็มี
อาจารย์พูดว่า จะรออยู่ไม่ได้จับพองได้ก็ให้กำหนดพองยุบไป ถ้ารู้สึกว่า ต้องกำหนดว่า รอหนอๆ
บางที่โยคี พูดว่า ใจออกมากเหลวเกิน ไปโนน ไปนี้บ่อยดั่งนี้ก็มี อาจารย์ ต้องให้กำหนดถึงที่ไหนต้องถึงกัน เผลอไปคิดไป หรือไม่ก็กำหนด รู้อะไรก็กำหนดอันนั้นจนหายไป แล้วกลับมากำหนดพอง ยุบ ต่อไปบางคนพอออกก็กำหนดกันที่ บางคนรีรออยู่เมื่อจะออก
อาจารย์บอกว่า เช่น ไม่ต้องกลับมากำหนดที่เดิม
๑๐) เราจะถามโยคีต่อไปต้องจับหลักก่อน เช่น กำหนดพอง ยุบ อยู่นั้นมีเวทนาหรือเปล่า เช่น เจ็บ ปวด เป็นต้นเพราะเราใช้หลัก พอง ยุบ เขาไวแล้ว
โยคีจะพูดว่า เจ็บปวด ร้อน เย็น ไม่เห็นมีเลย ที่จริงมีอยู่แต่สมาธิไม่ดี จึงไม่เห็นเวทนา
๑๑) บางคนพูดว่า บางเวทนามีบางครั้งเวทนาไม่มี
อาจารย์แนะนำ ถ้ารู้สึกมีเวทนาให้หยุดกำหนดพอง ยุบ แล้วกำหนดเวทนาต่อไป เมื่อเวทนาจางหายไป แล้วกำหนดพอง ยุบ ต่อไปอีกถ้าเรามีความรู้เกียวกลับเวทนานุปูสัสนาสิติปัฏฐาน ก็ควรแสดงเวทนาตามหลัก คนนั้นก็จะมีกำลังใจอยากกำหนด ถ้าไม่เทศน์ให้ฟังอาจจะกลัวไม่อยากกำหนดเสยด้วย
๑๒) ถามต่อ การยืน ลุกนั่ง ฯลฯ กำหนดบ้างไหม ฯ
บางคนตอบว่าบ้าง จะกำหนดพอง ยุบ ให้ได้ก่อนดังนี้ ก็มีอาจารย์จะเข้าใจว่า เออให้เขากำหนดพอง ยุบ ให้ได้ก่อนเถิดเช่นนี้ไม่ถูก ต้องให้เขากำหนดทุกอย่าง
การ คู้ เหยียด ที่แกล้งทำเอาเองนั้น ไม่ให้ทำ เว้นไวแต่ต้องการใช้เขา
อย่าให้ตั้งใจกำหนดเอาเอง หรือบางที่รอให้มันเกิด มีความหวังอยู่ เช่นนี้ไม่ได้ เพราะตัวนั้นเป็นโลภะกิเลสเราต้องเทศน์เรื่องโลภะให้ฟัง
บางคนอยากจะไปดูอารมณ์แล้วก็กำหนดไปก็มี บางคนหู
สอดไปหาเสียงแล้วกำหนดว่าได้ยินเสียงหนอๆ ดังนี้ก็มี
อาจารย์ ต้องห้ามไม่ให้ไปแสวงหาอารมณ์ เมื่อเรากำลังกำหนดพอง ยุบ อยู่นั้นบังเอิญไปเห็น หรือได้ยินขึ้นมาจึงกำหนด ๒ - ๓ หนแล้วกลับมากำหนด พอง ยุบ ต่อไป
ข้อสำคัญ ต้องการให้กำหนด พอง ยุบ ให้ได้นานๆ
เท่านั้นบางที่ เมื่อเขากำหนดไปๆสมาธิเกิดขึ้นบ้าง อาจมีแสงเล็กๆ น้อยๆ เช่นหิ่งห้อยก็มีบางที่เขาก็ดูไม่เฉย ไม่ได้กำหนด บางที่เขาก็ไม่บอกเราก็มี
อาจารย์ต้องสอดถามขึ้นบ้างแล้วแนะนำว่า การที่เราจะไปดูเฉยๆ เช่นนั้นไม่ได้ นั้นและเป็นโลภะ ถ้าไม่ชอบใช้นั้นและเป็นโลภะ ต้าเห็นแล้วไม่รู้เป็น โมหะ การปฏิบัติธรรมนี้เพื่อสละกิเลสเหล่านั้นถ้าเราไม่พอใจสิ่งเหล่านี้เท่ากับเรามาพากันแสวงหากิเลสเพิ่มขึ้นอีกบางคนเมื่อสมาธิแก่กล้าขึ้นมา เขาจะพูดว่าพองยุบกับจิตนั้นแนบเกินไปติดกันไปเขาจะพูดอย่างนี้ก็มีคนที่มีสมาธิแก่กล้าจะเห็นว่าพองยุบกับจิตนั้นจะเข้าใจว่าเป็นคนละอันๆทีเดียวเหยียดคู้กับใจที่อยากคู้เหยียดนั้นจะเข้าใจว่าเป็นคนละอย่างทีเดียว ตัวที่อยากลุกกับตัวที่ลุก ก็จะเข้าใจจะแจ้งเช่นเดียวกันฉะนั้น
บางคน เข้าใจว่า พองกับจิตที่กำหนดนั้น เป็นคนละอันฯลฯ
ถ้าเรายังไม่รู้แน่ ปล่อยให้กำหนดไปก่อน เขาอาจจะพูดว่า พอง กับจิตที่กำหนดนั้นเป็นคนละอัน จนกระทั้งว่าจิตที่กำหนดนั้นวิ่งไปสู่พอง จิตท่กำหนดยุบนั้นจะวิ่งไปสู่ยุบ เหมือนเป็นตัวจริงๆ บางคนเขาจะเห็นชัดและพูดได้เช่นนี้ก็มี
บุคคลรู้ลักษณะของนามคือมีความน้อมไปสู่อารมณ์เรียกว่า นมนลักขะณัง กำหนดเอาที่รูปก่อน ตามนิวิปสัสนายานิด ให้กำหนดวาโยโผฏฐัพพะรูปก่อน บาลีสุทธิมรรค “ยถา ยถาหิสสรูปํ สุวิกขาลิตตัง โหติ นิชชตัง สุปริสุทธัง ตถา ตถา ตทารัมมณา อรูปธัมมา สยเมว ปากฏา โหนติฯ รูปมีพองยุบเป็นต้นล้างดีแล้วไม่มีความยุ่งผ่องใสดีแล้วโดยประการใดๆนามธรรมที่รู้ซึ่งรูปนั้นๆแจ้งชัดขึ้นมาเอง โดยประการนั้นๆคือชั้นต้นกำหนดตัวรูปจนหมดจด ขึ้นมาก่อน แล้วต่อนั้นนามจะหมดจดขึ้นมาเอง เมื่อกำหนดไปๆ จนเกิดความรู้สึกว่า มันวิ่งเข้าไปสู่กัน
นามรูปพอถึงตอนนี้ ถ้าโยคีพูดได้อย่างนี้ ให้เขาใจว่า เขารู้จักจำแนกรูปามได้เรียกได้ว่า ผู้รู้ได้อย่าจะแจ้งที่เดียว ( นามรูปปริจเฉทญาณ )
บางที่จะพูดชัดเจนอย่างนี้ไม่ได้ เพราะความกลัวจะผิดก็มีถึงอย่างนั้นเราก็มีวิธีที่จะถามว่าการกำหนดพอง ยุบนั้นใจสงบหรือเปล่าเป็นพืดเดียวกัน สายเดียวกันหรือๆเข้าใจว่าพองยุบนี้ไม้เป็นสายเดียวกันไม่เป็นพืดเดียวกันคือเป็นคนละอันหรือ
บางคนยังแยกไม่ได้จะพูด ว่าเป็นอันเดียวกัน ติดกันสายเดียวกัน
บางคนที่รู้ชัดมีสมาธิแยกได้ตอบว่าเป็นคนละวันไม่เกี่ยวข้องกันรู้จำแนกรูป เรียกว่ารูปปริเฉทรู้จำแนกทั้งสองอย่างเรียกว่านามรูปปริจเฉทที่ตอบว่าเป็นอันเดียวกันคนนี้ยังแยกไม่ได้
ตอบว่าเป็นคนละอันหมายความว่าคนนี้แยกรูปได้แล้วการตอบเช่นนี้มิได้ต้องการให้นึกคิดให้ตอบการที่กำลังปฏิบัติอยู่เท่านั้น
การที่เราถามเขาตอบมิใช่เราจะบอกให้ถ้าเขาตอบว่าเป็นอันเดียวกันต้องให้กลับไปทำอีกจนกว่าเขาจะตอบได้ว่าเป็นคนละอันแล้วจึงถามต่อไปถามพองยุบ ยกเว้นยุบไว้ก่อนจะถามฉะเพาะพองอย่างเดียวพองขึ้นมานี้รู้พองอย่างเดียวหรือๆว่ารู้แยกว่ามีจิตที่กำหนดด้วย
ถาม รู้พองอย่างเดียวหรือๆแยกรู้ว่ามีจิตที่รู้ด้วยบางคนจะตอบว่าพองกับจิตที่กำหนดเป็นอันเดียวกัน
ความจริงอยากจะถามว่าจิตที่รู้กับพองเป็นอันเดียวกัน
หรือแต่พูดว่ารู้ว่าพองอันเดียวหรือๆรู้แยกว่ามีจิตรู้พองด้วยถ้าคนไม่เคยรู้ก็จะเก้ๆกังๆถามพองอันเดียวหรือๆมีจิตที่แยกรู้อีกด้วยบุคคลที่รู้แยกกันจริงจะพูดได้ว่าพองอันหนึ่งจิตที่แยกกำหนดนั้นอันหนึ่ง
บางที่เขาตอบว่าคนละอันแต่ยังไม่เชื่อถามซ้อนว่าจิตวิ่งไปสู่พองหรือๆพองวิ่งไปสู่จิต
ถ้าคนไม่รู้จริงก็งงไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
ถ้าถามอยางนี้เขางง อาจจะตอบว่า พองวิ่งไปหาจิต ดังนี้ก็มีเช่นนี้ผิด
บางคนว่า จิตที่กำหนดวิ่งไปสู่พอง คล้ายๆ เป็นสายไป
ดังนี้ก็มี เช่นนี้ถูก เพราะพองเป็นรูป รูปเป็นนาม รูปเหมือนกับตาย รู้คือนาม เหมือนกับเป็นต้องวิ่งไปหาตายจึงถูก
ถามต่อขึ้น ต ตัวพองกับจิตที่รู้นั้น รู้พร้อมกันทีเดียวหรือๆ พองแล้วจิตจึงตามรู้ไปทีหลัง
บุคคลที่แยกได้จริงๆ แล้วจะพูดว่า พร้อมกันทีเดียว
บางครั้ง ที่กำหนดได้ดี จะรู้ได้ว่า พร้อมกันติกันไปที
เดียวนี้เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ
ถ้ารู้จำแนวแยกกันได้เช่นนี้ แล้วถามต่อไปอีกว่า
ระหว่างที่กำลังกำหนดอยู่นั้น มีพอง และใจที่รู้พอง ยุบ ก็มี จิตที่รู้ว่า ยุบ คู่ก็มีจิตที่รู้ว่าคู่ เหยียดก็มีจิตที่รู้ว่าเหยียด มีเพียงสองอย่างเท่านี้
ถ้าโยคีที่รู้ชัดเจน จะตอบว่ามีเพียงสองอย่างเท่านี้เอง
คือมีพอง กับจิตที่รู้พอง ฯลฯ เท่านั้น
ถ้าบุคคลรู้ชัดแจ้ง เราถามว่า เมื่อมีเพียง ๒ อย่างเท่านั้น นอกจากนี้ ระหว่างที่กำหนดนั้นมีสัตว์บุคคล ตัว ตน เรา เขาไหมฯ เขาจะพูดได้ว่ามีเพียงสองเท่านี้
ถามตอนต้น เมื่อแยกรูป นาม ถามตอนหลังเพื่อตัวโยคีเอง
การที่เรากำหนดไปนั้น ไม่มีชายหญิง มีแต่รูปนาม เท่านั้น เวลาฟังลำดับญาณ ก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่าที่ เรากำหนดไปนั้น
เป็นอย่างนี้เองนี้เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณหลักก็มีเท่านี้ ถ้าจะพูดไปก็ไม่หมด เมื่อเราฟังไปก็จะรู้ได้ ที่สำคัญที่สุดในญาณนี้พอง ยุบ
เป็นคนระอัน เป็นรูปฯแยกวับจิตที่กำหนดออกเป็นคนระอัน เป็นนามปริจเฉท
พอรู้ว่าโยคีนี้ เขาได้นามรูปแล้วต่อไปนี้ ให้กำหนดจิตเบื้องแรก เบื้องแรกเราก็ให้อยู่ แต่เขาไม่กำหนด อยากคู้หนอๆ สามครั้งก่อนแล้ว จึงกำหนดว่า คู้หนอๆๆ ที่ให้กำหนดสามครั้ง เพื่อจะได้แยกเหตุผลอยากเหยียด อยากลุก อยากนั่ง ก็ทำนองเดียวกันนี้เป็นนาทีของอาจารย์ จะต้องเตือนสติให้
๒ ปัจจัยปริคคหญาณ
ถ กำหนดอะไรบ้าง กำหนดดีไหม
ต กำหนด พอง ยุบ เป็นต้น
และอย่างอื่นก็พอกำหนดได้ การกำหนดนั้นไม่จำเป็นจะต้องไปหา มันก็ไปเอง กำหนดอันหนึ่งๆ แล้วกำหนดตามไปก็ได้ถ้าโยคีพูดอย่างนี้แล้ว เราจะเขาใจว่า เพราะเหตุที่กำหนดมี พอง ยุบ ที่มีอยู่นั้น เป็นเหตุผลจิตที่กำหนดนั้นแหละ เป็นผลปัจจัยปริคคหญาณนี้ คือ รู้จักจำแนกแยกเหตุผล เหตุผลมีอยู่แล้วคืออารมณ์ อารมณ์นั้นแหละเป็นเหตุ จิตที่กำหนดตามไปนั้นแหละเป็นผล
บางคนจะพูดว่าอารมณ์นิมิต มีพระพุทธรูปเป็นต้น
พอกำหนดอันหนึ่งยังไม่ทันหาย อันหนึ่งก็มีอีกและกำหนดตามๆไปได้ เมื่อโยคีพูดอย่างนี้อาจารย์ต้องสังเกตุและเขาใจว่าเพราะมเหตุคืออารมณ์ แล้วจึงมีกำหนดไป นิมิตเป็นเหตุ ผู้กำหนดเป็นผล
บางคนพูดว่า ในร่างกายนี้มีเวทนา มีคันเป็นต้นเกิดมาพออันนี้ยังไม่หาย อันโน้นก็เกิดขึ้น มาแล้วตามกำหนดไปคิด
ตอนนี้อยากหน่อย เพราะเหตุกับผลต้องสังเกตที่โยคีให้มากหน่อย
บางคนอาจพบเวทนาแรงกล้าอย่างนี้ จะเขาใจว่า คงเป็นเพราะถ้าเขาพูดอย่างนี้ อาจารย์ต้องเขาใจว่า มีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม เป็นตัวเหตุของเวทนา เขาจึงได้พูดอย่างนี้ ฯ
บางคนก็จะพูดว่า กำหนดได้ดีสะดวกดี ถ้าพองก็กำหนดพองตรงกันไป กำหนดไปได้ชัดเจนดี
บางคนจะพูดว่า ที่รู้ว่าเมื่อกอ่นนั้นไม่ใช่อะไรเลยบัดนี้มันติดๆกันไปฯ
บางคนก็จะพูดว่า การกำหนดได้ดีอย่างนี้ เพราะพบอาจารย์อย่างนี้ หรือเพราะคนนั้นชักชวนมาปฎิบัติอย่างนี้ จึงได้พบอย่างนี้ อาจนึกถึงบุญคุณคนนั้น ถ้าเขาพูดอย่างนี้ วิธีสังเกตของอาจารย์
สับปุริสูบนิสสยะ สท,รม,มส,สวน โยคีเรามีความพอใจใ
สับปุริสูบนิสสยะ คือ การครบ สัตตมุรุษและสัทธม บุรุษอาจารย์ให้สติโยคี
เมื่อก่อนก็ดีอยู่อย่างนั้น อย่าเขาใจว่าเดียวนี้ก็ดีอยู่อย่างนั้น บางที่ก็จะห่างๆไปบ้างคือการกำหนดห่างบ้าง อย่าไปขี้เกียจอย่าท้อใจต้องกำหนดให้จงได้อย่าไปมัวคิด ถึงบุญคุณของใครๆเลย ถ้าคิดก็ทำให้กำหนดเสีย
บางโยคีจะพูดว่า กำหนดพอง ยิ่งได้ไวๆได้ดี ต่อไปเล็กๆห่างๆว่างๆไป ถ้าโยคีพูดอย่างนี้อาจารย์ต้องถามเหตุของมันแล้วดัดแปลงเขาไปให้
ถ้าเล็กๆห่างๆไปให้ไปเดินจงกรม ก่อน พอง ยุบ จะชัดเจนขึ้น
บางคนจะพูดว่า บางทีพอง ยุบหายไปเลย แล้วจึงไปค้นหาว่า มันไปไหนบางทีเอามือไปคำหาก็มี
ถ้าโยคีพูดอย่างนี้วิธีสังเกตของอาจารย์ ถ้าอารมณ์คือตัวเหตุไม่มี เพราะรู้ว่าตัวผล คือตัวที่คอยกำหนดนั้นมีอยู่ วิธีจะรู้ว่า คนถึงญาณไหนคือจะเอาญาณ เขาพูดว่าพองไม่มี แต่เขารู้ว่าผู้ที่คอยกำหนดมีอยู่ ผู้นี้ถึงปัจจัยปริคคหญาณ
วิธีเตือน อย่าไปค้นหาอารมณ์ที่หายไป อย่าไปรีรออยู่มีอย่างไหนให้กำหนดอย่างนั้นเช่นนั่ง ถูก เป็นต้นการที่พองยุบ ละเอียดและหายไปนั้น เป็นไปตามสภาพของธรรมนั้นเองต้องพูดว่า ขณะนี้ญาณยังอ่อนอยู่ ต่อไปก็จะกำหนดได้ชัดๆเจนๆดี และเราควร
ปล่อยว่าไม่นานก็จะดีขึ้นมาแล้ว เพื่อให้เขามีใจรักกรปฎิบัติต่อไป
บางโยคีจะพูดว่า เสียงได้เข้ามาหาเองตามลำพังพอมาถึงแล้วจึงกำหนดว่าได้ยินหนอหนอๆ บางคนจะพูดอย่างนี้
อาจารย์เสียงคือรูปหูคือรูปหรือความที่ได้ยินได้แก่จิตที่กำหนดก็มี พอใจอย่างนี้
บางคนพูดว่า เมื่อก่อนได้ยืน อยู่ เสมอๆ ครั้นมากำหนดพองยุบ เสียงนั้นเกือบจะไม่ได้ยินเพราะไม่ได้สนใจเลย
เราสังเกตว่า เขาไม่ได้สนใจเสียงเล็กน้อย เพราะมาตั้งใจทำ
พองยุบ เนื่องจากไม่มีมนสีกาคือไม่ได้สนใจ
บางคนจะพูดว่ามีนิมิตอชนน์ต่างๆ แล้วก็กำหนดอรมณ์เหล่านั้นก็มี
บางคนพูดว่า กำหนดนิมิตแล้ว กำหนดพอง ยุบอีกดังนี้ก็มี
บางคนพูดว่า เวทนาต่างเช่นกับ คน ฯลฯ แล้วเปลี่ยนกำหนดเวทนาบาง
บางคนกับกำหนดพอง ยุบบาง เวทนาบ้าง สับกันไปกันมาบ้าง
ถ้าโยคีพูดอย่างนี้ อาจารย์ต้องเตือนสติแก่โยคี คือ บอกว่าถ้าเห็นนิมิตต่างๆอย่าไปพอใจต้องกำหนดให้หายไป ต้องเตือนว่า พบเวทนาก็ดี นิมิตก็ดี อย่าไปกลัวอย่าไปเกลียดต้องกำหนดด้วย
โยคีบางคนพูดว่า เราเห็นแต่เพียง พอง ยุบ เท่านั้นบางคนเขาเห็นนิมิตต่างๆ เรานี้ไปได้หรือดังนี้ก็มี ถ้าเขาพูดอย่างนี้ เราจะรู้ได้ต้องถมว่าพอง ยุบยังจะแจ้งอยู่หรือและมีผู้กำหนดรู้อยู่หรือเปล่เขาจะตอบว่าชัดแจ้งดี ทันที่ทั้งคู่เหยียด เช่นนี้ เขาเข้าใจดีบางทีอาจจะทั่ว พูดว่า เขาเห็นอะไรกันแต่เราไม่เห็นดังนี้ก็มี คนที่พูดอย่างนี้ เขาก็ดีอยู่ เพราะมีที่กำหนด
ถ้าพูดอย่างนี้ เราต้องพูดปลอบเขา ถ้าเขาท้อใจ น้อบใจเราควรปลอบเขว่า อารมณ์เช่นนั้นไม่แปลกอะไร ที่เรากำหนดนั้น ไม่ว่าอารมณ์ใด อารมณ์หนึ่งก็อยู่ในสิกขา ต ทั้งนั้น
กรกำหนดหนึ่งที่ นับอยู่ในไตรสิกขานั้นคือ
อารมณ์ที่แปลกก็ตาม ที่เรากำหนดเห็นตาม คู้เหยียดก็ตาม ก็นับอยู่ในการระวังรักษา ไม่ลวงละเมิดศีลก็เต็มเปียมอยู่ในศีลสิกขา
เมื่อกำหนดแน่วแน่อยู่กับอารมณ์ นั้นก็นับอยู่ในสมาธิ
อารมณ์ที่กำหนด รู้สึกตามของความจริง ก็นับอยู่ในสภาพของปัญญาที่รู้พอง ยุบนั้นก็เป็นสภาพของปัญญาเหมือนกันในจำพวกศีล สมาธิ ปัญญาทั้งนั้นจะให้อะไรอีกนอกจากสิ่งนี้
บงคนพูดว่า บางครั้งตมตัว ขา แข้ง มีซู่ๆวูบๆข้นมาบางที่ก็มี ขนชัน ข้นมาบางทีสดุ้งฟุบไปเลยที่เป็นอย่างนี้ ที่อย่างนี้บางก็จะปลื้มใจ บงคนก็กลัวเลยหยุดกำหนดไปเสียก็มี
ถ้าเป็นอย่างนี้อาจารย์ต้องพูดว่า มีสมาธิเกี่ยวกับวิปสัสนานั้นเองจึงเป็นเช่นนี้ เพราะกำหนดลังจิตตชรูป
ถ้าซู่ขึ้นมาก็กำหนดตามว่าซู่หนอๆ เป็นต้น มิอย่างใดให้กำหนดอย่างนั้น ถ้าไม่รู้ว่าเรียกชื่ออย่างไร ให้กำหนดว่าหนอๆไป
ถ้ากลัวให้กำหนดว่ากลัวหนอๆ จนหายไปควรแนะนำว่าเป็นไปตามอำนาจของปิติ
บางคนจะพูดว่า หลังจากขนชั่นแล้วไกล้ตาไกล้หนาอกมีแสงแปปๆดังนี้ก็มี
บางคนจะพูดว่า อารมณ์อะไรปรกฎขึ้นมาก็กำหนดตามไปเพราะมีอารมณ์ที่กำหนดจึงกำหนดตามไปอย่างนี้
บางคนพูดว่า ถ้าไม่มีใจแล้วตัวเหมือนคนตาย เหมือนท่อนไม้ใช้อะไรก็ไม่ได้
อาจารย์ต้องเขาใจว่า เพราะมีเหตุอยากเคลื่อนไหวหรือย้ายแล้วจึงโยกย้ายไป เพราะมีเหตุอยากเคลื่อนจึงมีผลคือ เคลื่อนหรือทำไป
เมื่อก่อนที่ไม่รู้ก็นึกว่าดีถ้าแม้ว่าจะเข้าใจดี ขณะนี้ก็ยังวนไปวนมาอยู่ นั้นคือตัวปฎิจจสมุบบาทนั้นเอง
อาจารย์ต้องรู้ว่า พองนั้นมีความเข้าใจแล้ว เพราะรู้เหตุ
มีอวิชชาเป็นต้นจึงมีผลคือรูปนาม คนนี้ได้ปัจจยปริคคหญาณอย่างชัดแจ้งแล้ว
ข้อสำคัญเกี่ยวกับญาณนี้ระหว่างที่กำลังกำหนด จะพบแต่เพียงเหตุผลเท่านั้น ถ้าพบเช่นนี้ผู้นั้นถึงปัจจปริคคหญาณ
บางคนจะเข้ใจอย่างแจ่มแจ้งเลยว่า เมื่อพบที่ลว้งมาแล้ว มีเหตุเป็นรูปนาม เพราะมีรูปนามก็จะมีผลรูปนามในดางนี้ก็จะเป็นอย่างนี้
ในกาลทั้ง ต มีเพียงเหตุผล รูปนามไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้นี้ชื่อว่า ปัจจยปริคคหญาณ ชั้นเยี้ยม
อย่างเข้าใจว่า หมดเพียงเท่านี้โยคี ๑oo คน จะมีถึง ๑oo อย่างขอสำคัญมีเพียงเหตุผลเท่านั้น
ให้เอาคำพูดของเขามาเปรียบเทียบว่า เป็นเหตุผลอย่างไรหรือให้
บุคคลที่ได้มาแลก็ดี รู้มาก่อนก็ดี ต้องมีคำถามอีก เพราะบางคนพุดไม่เป็นหรือเราไม่เชื่อก็มีคำถามเป็น ๒ แง่เหมือนกันคือ
๑) พองขึ้นมา กับจิตที่กำหนดนั้น พร้อมกันทีเดียวหรือ
๒) หรือว่าจิตจึงกำหนดว่าพอง ที่ถามอย่างนี้ ๒ ลักษณะ คือ นามรูปปริริจเฉทญาณกับปัจจยปริคคหญาณ
ลักษณะของญาณทั้งสอง

"กองทุนเผยแผ่ธรรม"

ก่อตั้งเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545

จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำแนวทางปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ออกเผยแผ่สู่สังคม ในรูปแบบต่างๆ กองทุนนี้ได้ดำเนินการ โดยมี : พระครูสิริปริยัติคุณ วัดโกศลมัชฌิมาวาส ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม 48000 ประธาน พระอาจารย์กุลวงค์ ฐิตธมฺโม วัดผาสุการาม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 34190 กรรมการ พระอาจารย์แดง ปญฺญาวโร วัดดอนยานาง ตำบลดอนสมบรูณ์ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ 46120 กรรมการ อุบาสก อุบาสิกา และพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกัน กรรมการ ในขณะนี้ ทาง "กองทุนเผยแผ่ธรรม" ยังขาดอุปกรณ์ในการทำสื่อเผยแผ่ อาทิ เช่น เครื่องบันทึกเสียง, ม้วนเทปเปล่า, แผ่น CD, หมึกพิมพ์, กระดาษจัดพิมพ์เอกสาร (หนังสือธรรมะ, หนังสือทำวัตร-สวดมนต์ ฯลฯ), และอุปกรณ์อื่นๆ ดังนั้น ทางคณะ "กองทุนเผยแผ่ธรรม" จึงบอกบุญมายังสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ปรารถนาสร้างกุศล ขอเชิญร่วมบริจาคปัจจัย เพื่อสมทบทุน ในการจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว ตามกำลังศรัทธา ซึ่งถือว่า ได้ทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาและเป็นกำลังในการช่วยเผยแผ่ธรรมะอีกทางหนึ่ง.

บริจาคสมทบทุนได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขานครพนม เลขที่บัญชี 306-4-46184-5 ชื่อบัญชี พระแดง ปัญญาวโร

 

 

 

 

 

ติดต่อเรา E-Mail :dang74@hotmail.com